พระอาทิตย์ยกตัวลอยสูง ฉายแสงทาบทับลงบนท้องถนน เงาจากหลังคาตกกระทบลงบนกำแพงบ้านตรงกันข้าม กระจกรวงร้านส่องแสงแวววาว แสงของมันกระดอนกระเด็นลงบนรอยแยก ก่อนกระเด้งกระดอนลงบนใบหน้าของผู้คนที่เดินขวักไขว่บนทางเท้าแน่นขนัดจนไม่มีที่ว่าง
ผมพบชายที่มีดวงตาสีอ่อนครั้งแรกตรงทางแยก เขากำลังยืนหรือเดินอยู่ ผมจำไม่ได้ชัด รู้แต่ว่าเขาเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อย ๆ ในขณะที่ผมก็ดิ่งตรงไปหาเขา หรืออะไรทำนองนั้น เขาตัวผอมสูง ใส่โค้ทกันฝนสีอ่อน และหนีบร่มที่พับไว้อย่างแน่นหนาข้างลำตัว เขาสวมหมวกสักหลาดสีอ่อน มีรอยเย็บกันขอบหมวกไว้รอบ ๆ ชั่วขณะใต้หมวกใบนั้น มีสายตาเบิกกว้าง เย็นเยือก ปรากฏแวบขึ้นมาอย่างประหลาด เขาไม่ใช่คนเจ้าเนื้อ ตัดผมสั้นจนแนบหนังศีรษะ ผมไม่อาจระบุได้ว่าเขาอายุประมาณเท่าไหร่ ในมือข้างหนึ่งถือหนังสือที่ปิดหน้าปกไว้ แต่สอดนิ้วไว้ข้างใน เหมือนเขาต้องการหาที่ทางวางนิ้วไว้เช่นนั้น
ทันใดนั้น ผมรู้สึกว่าเขาจับจ้องมาที่ผม ดวงตาที่ไม่ขยับเขยื้อนมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่เว้นแม้แต่แผ่นหลังรวมไปจนถึงอวัยวะที่อยู่ภายใน ผมเฉหันไปมองทางอื่นทันที แต่เมื่อออกเดิน ผมจะรู้สึกว่าถูกกระตุ้นให้เหลือบไปมองเร็ว ๆ ที่เขา แต่ละครั้งผมพบว่าเขาอยู่ไม่ไกล กำลังมองมาที่ผม จนกระทั่งเขาหยุดอยู่ตรงหน้า พร้อมริมฝีปากที่แนบสนิท จนดูไม่ออกว่ากำลังแย้มหรือหยุดยิ้ม ชายผู้นั้นดึงนิ้วมือออกจากกระเป๋าของเขาอย่างช้า ๆ และชี้นิ้วมาที่เท้าของผม เขาพูดด้วยน้ำเสียงเบา ๆ มากกว่าน้ำเสียงเชิงสุภาพ
“เชือกผูกรองเท้าของคุณหลุดน่ะ” เขากล่าว
จริงของเขา ปลายเชือกรองเท้าหนึ่งข้างปล่อยรุ่ย ทั้งถูกย่ำและเปรอะเปื้อน ผมรู้สึกขัดเขินนิดหน่อย “ขอบคุณครับ” ผมพึมพำพลางก้มตัวลง
การหยุดเดินตรงถนนเพื่อก้มลงไปผูกเชือกรองเท้าเป็นเรื่องน่ารำคาญ โดยเฉพาะเมื่อตอนที่คุณหยุดเหมือนอย่างที่ผมกำลังทำตรงกึ่งกลางทางเท้า โดยไม่มีขั้นบันไดหรือขอบกำแพงให้ผมวางเท้า การก้มหน้าลงบนพื้นทำให้คนอื่น ๆ เดินมาชนผม ชายผู้มีดวงตาสีอ่อนคนนั้นกล่าวอำลาเบา ๆ และจากไปในทันที
มันคงเป็นโชคชะตาที่ทำให้ผมได้พบกับเขาอีกครั้ง ผมพบเขายืนอยู่ตรงหน้า ขณะที่กำลังมองข้าวของผ่านหน้ากระจกร้านค้า ทันทีที่ผมเห็นเขา ผมรู้สึกได้ว่ามีแรงขับอันอธิบายไม่ได้ ผลักให้ผมหันไปมองเขาหรือเดินผ่านไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยหวังว่าเขาจะยังไม่ทันสังเกตุเห็นผม ในขณะที่เขากำลังจ้องเขม็งมาที่หน้ากระจกร้านค้าเดียวกัน สายไปเสียแล้ว ชายแปลกหน้าหันหน้ามา เขามองเห็นผม ผมหยุดกึก รู้สึกหวั่นกลัว ชายผู้นั้นมีเสียงราบรื่น
“ดูสิ” เขากล่าว “เชือกรองเท้าหลุดอีกแล้ว”
ผมรู้สึกอยากหายไปในอากาศ ไม่ทันจะตอบกลับไป ผมก้มตัวลงเพ่ื่อผูกเชือกรองเท้าด้วยความรอบคอบอย่างขุ่นเคือง รู้สึกหูอื้อไปหมด และรู้สึกว่ามีคนเดินชนผมจากข้างหลัง ผมเป็นคนที่พวกเขาเคยเดินชนมาก่อน และพวกเขาก็เพิ่งสังเกตุเห็นผมเป็นครั้งแรก ผมได้ยินพวกเขาพึมพำความคิดเห็นประชดประชันกับตัวเอง
ผมผูกเชือกรองเท้าแน่นหนาดีแล้ว และกำลังเยาะย่างไปเรื่อย ๆ ด้วยความมั่นอกมั่นใจที่อยู่ในจิตใต้สำนึก ผมหวังว่าจะได้พบชายแปลกหน้าคนนั้นอีกครั้ง เพื่อทวงคืนความรู้สึกนับถือตัวเองกลับคืนมา
ไม่นานนักผมเดินวนกลับมาที่จตุรัส และพบว่าตนเองอยู่ไม่ห่างจากชายคนนั้นบนทางเดินเดียวกัน อยู่ ๆ ความมั่นใจที่เคยฉุดจิตใจของผมให้ดีขึ้นมา บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความไม่มั่นใจไปเสียแล้ว
เมืื่่อเขามองมาที่ผม ชายแปลกหน้ามีสีหน้าเสียใจ เขาเดินตรงมาหาผมพลางส่ายศีรษะช้า ๆ ราวกับว่ากำลังรู้สึกเจ็บปวดเพราะความจริงตามธรรมชาติซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์
ขณะที่ก้าวไปข้างหน้า ผมหรี่ตามองรองเท้าเจ้าปัญหา เพราะเข้าใจว่ารองเท้าผูกแน่นหนาดีแล้ว แต่กระนั้นผมก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจอยู่ดี ชายแปลกหน้ายังคงส่ายศรีษะ เขากล่าว
“หนนี้เชือกรองเท้าอีกข้างหลุดนะ”
ผมรู้สึกเหมือนตอนที่คุณนอนฝันร้าย คุณใคร่จะข่วนขัดทุกอย่างออกไปเพื่อที่จะปลุกตัวเองตื่นขึ้น ผมฝืนทำหน้าบูดบึ้งด้วยอยากดื้อเพ่ง พลางกัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้กล่าวคำสบถออกมา ผมเริ่มกระชากเชือกรองเท้าอย่างเอาเป็นเอาตายอีกครั้ง ก้มหน้าลงบนกึ่งกลางทางเท้า ผมลุกขึ้นพลางรู้สึกถึงเลือดที่กำลังสูบฉีดบนใบหน้าใต้ดวงตา ก่อนเดินก้มหน้าจากไป ผมไม่อยากได้อะไรไปมากกว่าการหายตัวไปจากสายตามวลชน
แต่ความทุกข์ทรมาณในห้วงวันยังไม่สิ้นสุด ขณะที่กำลังเดินกลับบ้านด้วยก้าวที่เร่งรีบ ผมรู้สึกถึงวงคันศรอีกดอกที่กำลังพุ่งตัวมาอย่างช้า ๆ ปมเชือกค่อย ๆ คลาย เชือกรองเท้ากำลังหลุดออก ในตอนแรกผมจงใจเดินให้ช้าลง เผื่อว่ารอยมัดจะคงตัวอยู่อย่างหลวม ๆ แต่ผมยังอยู่ไกลจากบ้านและปลายเชือกรองเท้าเริ่มเรี่ยราดลงพื้น แกว่งไปทางนั้นที แกว่งไปทางนี้ที ผมจึงเร่งเดินจนหายใจแทบไม่ทัน คล้ายกับเผ่นหนีจากความน่าสะพึงกลัวอันโหดร้าย ความน่ากลัวที่ว่าคือการที่ผมอาจจะพบกับสายตาที่ไม่อาจหยุดยั้งของชายคนนั้นอีกครั้ง
เมืองที่ผมอาศัย เป็นเมืองเล็กกะทัดรัด คน ๆ หนึ่งอาจเดินขึ้นลงไปมาบนถนนเส้นเดิมที่มีอยู่ไม่กี่สายอย่างไม่รู้จบ การเดินเป็นรอบวน คุณอาจจะพบใบหน้าเดิม ๆ สามถึงสี่ครั้ง ภายในครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ผมกำลังเดินข้ามถนนราวกับในความฝัน ผมถูกฉีกทึ้งด้วยความอับอายที่มีคนเคยเห็นเชือกรองเท้าผมหลุด และความอับอายที่มีคนเคยเห็นผมก้มตัวลงผูกเชือกรองเท้า สายตาของผู้คนที่ดูแน่นหนักและแออัดวนไปรอบ ๆ ตัวผม เสมือนกิ่งไม้ในป่า ผมดิ่งไปยังประตูบานแรกที่พบเพื่อซ่อนตัว
ด้านหลังประตูในแสงรำไร ชายผู้มีตาสีอ่อนยืนอยู่ มือของเขาวางบนด้ามจับของร่มซึ่งพับไว้จนแน่น เขายืนอยู่ตรงนั้นราวกับกำลังรอผมอยู่
ตอนแรกผมอ้าปากค้างด้วยความงุนงง รู้สึกถึงความเป็นไปได้ว่าจะมีรอยยิ้มและการใช้นิ้วมือชี้ไปยังรองเท้าที่ไม่ได้ผูกของผม ชายแปลกหน้าพยักหน้าด้วยท่าทางเศร้า ๆ
“ใช่” เขากล่าว “ตอนนี้หลุดทั้งสองข้างเลยล่ะ”
คงไม่มีสถานที่ที่ร้างผู้คนไปน้อยกว่าตรงประตูทางเดินเพื่อผูกเชือกรองเท้า พร้อมขั้นบันไดไว้ให้วางเท้า ซึ่งสะดวกดีอยู่ไม่น้อยด้วย แต่เผอิญชายผู้มีตาสีอ่อนคนนั้นยืนค้ำศีรษะผมอยู่ด้านหลัง จับจ้องผมฃเพื่อไม่ให้พลาดจังหวะนิ้วมือของผมสักจังหวะ หากเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด ทำให้ผมไม่รู้สึกกวนใจอีกต่อไปแล้ว ผมผิวปากเสียด้วยซ้ำขณะที่ผูกเชือกรองเท้าเวรนั่นเป็นครั้งที่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ เพียงแต่การผูกเชือกรองเท้าครั้งนี้ดีกว่า ผ่อนคลายกว่า
เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ชายคนนั้นค่อนข้างจะปิดปากเงียบ ด้วยความมั่นใจที่มีอยู่น้อยนิดและยังไม่ทันกระแอมเสียด้วยซ้ำ เขาพูดออกมาด้วยความเร่งรีบหลังจากที่ได้ตัดสินใจแล้ว
“ขอโทษนะครับ แต่คุณก็ยังผูกเชือกรองเท้าไม่เป็นอยู่นั่นแหละ” ผมหันไปทางเขา ใบหน้าแดงก่ำ ขณะที่กำลังก้มหน้าอยู่ ผมเอ่ยออกมา
“คุณก็รู้” ผมพูด “ผมสิ้นหวังกับการผูกเชือกรองเท้า คุณอาจจะไม่เชื่อนะ ตอนเด็ก ๆ ผมไม่เคยนึกอยากเรียนผูกเชือกรองเท้าเลยสักครั้ง ผมถอดรองเท้าออกและใส่มันกลับเข้าไป โดยที่ไม่เคยคลายปมเชือกรองเท้า ผมใช้ที่ช่วยถอดรองเท้า (bootjack) เพราะผมผูกเชือกรองเท้าไม่เป็น ผมว่ามันยุ่งเหยิงไปหมด คุณคงไม่เชื่อผมหรอกใช่ไหม”
แล้วชายแปลกหน้าก็พูดอะไรบางอย่างแปลก ๆ ออกมา มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่คุณคิดว่าเขาอยากเอ่ยออกมา
“ทีนี้” เขากล่าว “แล้วคุณจะสอนลูก ๆ ของคุณให้ผูกเชือกรองเท้ายังไง”
มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดที่ผมเคยคิดใคร่ครวญก่อนหน้านี้ แล้วจึงตอบออกมา ผมคิดว่าไม่นานนักใครบางคนอาจตั้งคำถามนี้กับผม
“ลูก ๆ ของผม” ผมกล่าว “จะเรียนการผูกเชือกรองเท้าจากคนอื่น”
ชายคนดังกล่าวพูดสิ่งที่ย้อนแย้งกว่าเดิม
“ยกตัวอย่างนะ ถ้าเกิดว่าเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้น หมู่มนุษยชาติสาบสูญ คุณเป็นผู้ที่ถูกเลือก คุณกับลูก ๆ ของคุณ เพื่อดำรงเผ่าพันธ์มนุษย์สืบไป คุณจะทำยังไง คุณเคยนึกถึงมันบ้างไหม คุณจะสอนพวกเขายังไง เพราะถ้าคุณไม่สอน สวรรค์รู้ว่าอีกหลายศตวรรษกว่ามนุษย์จะคิดค้นการผูกเชือกใหม่อีกครั้ง”
ผมชักจะจับต้นชนท้ายไม่ถูก ทั้งเรื่องเชือกและบทสนทนา
“แต่” ผมพยายามคัดค้าน “ทำไมผมถึงถูกเลือกล่ะ จากบรรดาผู้คนทั้งหมดอย่างที่คุณบอก ทำไมถึงเป็นผม ทั้งที่ผมไม่รู้ว่าผูกเชือกรองเท้ายังไง”
ดวงตาของชายผู้มีตาสีอ่อนเล่นแสงที่สะท้อนบนธรณีประตู ท่าทีของเขาดูมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องเทวทูตที่ดูน่ากลัวเกรง
“ทำไมถึงเป็นผม” เขากล่าว “นี่คือคำตอบของเหล่ามนุษย์หรือ มนุษย์ที่มีปมเชือกบนรองเท้า แต่มีบางอย่างที่พวกเขาทำไม่เป็น ความไร้สามารถที่มัดรวมพวกเขาไว้กับคนอื่น สังคมในทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับความไม่สมดุลระหว่างผู้คน มันคือการเชื่อมต่อทักษะและความไม่สมบูรณ์ คุณคงสงสัย ทำไมถึงต้องน้ำท่วมครั้งใหญ่ล่ะ ถ้าน้ำท่วมครั้งใหญ่เกิดขึ้น ใครจะต้องการคนอย่างโนอาห์ ก็ไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกหรือที่รวบรวมสิ่งละอันพันละน้อยเข้าไว้เพื่อการเริ่มต้นครั้งใหม่ อย่างคุณ คุณผูกเชือกรองเท้าไม่เป็น อีกคนก็ไม่เคยอ่านนวนิยายของตอลสตอย อีกคนก็อาจจะเพาะปลูกไม่เป็น และอื่น ๆ อีกมากมาย ผมตามหาเขามานานเหลือเกิน และเชื่อผมเถอะ มันเป็นค้นหาที่ยากเย็นจริง ๆ เพราะดูเหมือนว่าผู้คนต่างคอยประคองกันและกันไว้ ราวกับคนตาบอดและคนพิการ ผู้ที่ไม่รู้จักไปไหนมาไหนโดยไม่พึ่งพาคนอื่น นั่นหมายความว่าถ้าน้ำท่วมครั้งใหญ่เกิดขึ้นจริง ๆ พวกเราจะตายพร้อมกันหมด”
เมื่อพูดจบ เขาหันและหายกลืนไปในท้องถนน ผมไม่เคยพบเขาอีกเลย และยังสงสัยอยู่มิหายว่าเขาคงไม่ได้เป็นคนบ้าบอหรือเทวดา ผู้รอนแรมด้วยความเจ็บปวดบนโลกมนุษย์ เฝ้ามองหาโนอาห์คนที่สอง.